ล้างแอร์เองต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง?
- ผ้าไมโครไฟเบอร์ 2–3 ผืน
- น้ำยาล้างแอร์สเปรย์ (หาซื้อได้ทั่วไป ราคา 80–150 บาท)
- แปรงขนอ่อน
- ถุงมือยาง
- อ่างหรือถังรองน้ำ
7 ขั้นตอนล้างแอร์ด้วยตัวเองทำยังไง?
ขั้นตอนที่ 1: ปิดแอร์และดึงปลั๊กออก
ปิดสวิตช์แอร์ก่อน แล้วถอดปลั๊กออกจากเต้ารับ หรือปิดเบรกเกอร์วงจรแอร์ รอ 5 นาทีให้คอยล์หยุดทำงาน ห้ามข้ามขั้นตอนนี้
ขั้นตอนที่ 2: ถอดฝาครอบด้านหน้า
ยกฝาด้านหน้าขึ้นตามรอยบากทั้งสองข้าง บางรุ่นมีสกรูอยู่ด้านล่าง ถอดก่อนยก ระวังอย่าบิดแรงเพราะฝาจะแตก
ขั้นตอนที่ 3: ถอดฟิลเตอร์อากาศ
ดึงแผ่นกรองออกมา ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นตาข่ายสีเทาหรือดำ บางรุ่นมีตัวล็อคเล็กๆ ต้องกดก่อน
ขั้นตอนที่ 4: ล้างฟิลเตอร์
- ล้างด้วยน้ำสะอาดใต้ก๊อก
- ใช้แปรงขนอ่อนขัดเบาๆ หากสกปรกมากใช้น้ำยาล้างจาน
- ล้างน้ำยาออกให้หมด
- ตากให้แห้งสนิทก่อนใส่กลับ — หากใส่กลับขณะยังเปียก เชื้อราจะเติบโต
ขั้นตอนที่ 5: ทำความสะอาดคอยล์เย็นเบื้องต้น
ฉีดน้ำยาสเปรย์ล้างแอร์บนคอยล์เย็น (ครีบโลหะสีเงิน) จากบนลงล่าง ทิ้งไว้ 10–15 นาที น้ำยาจะละลายฝุ่นและคราบออก
ข้อสำคัญ: ถ้าเห็นคราบสีดำหนาหรือเชื้อราเป็นแผ่น หยุดและเรียกช่าง เพราะต้องล้างด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง
ขั้นตอนที่ 6: เช็ดทำความสะอาดฝาครอบ
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดฝาครอบด้านในและด้านนอก รวมถึงใบพัดลม (พัดลมสีขาวรูปทรงกลม)
ขั้นตอนที่ 7: ประกอบกลับและทดสอบ
- ใส่ฟิลเตอร์ที่แห้งสนิทกลับ แล้วปิดฝาให้สนิท
- เสียบปลั๊ก เปิดแอร์โหมด Fan เพียว 10 นาทีก่อน
- สลับเป็นโหมด Cool แล้วตรวจว่าลมออกดี ไม่มีกลิ่น และไม่มีน้ำหยดผิดปกติ
สัญญาณอะไรที่บอกว่าต้องหยุดแล้วโทรหาช่าง?
- เห็นเชื้อราสีดำหรือน้ำตาลบนคอยล์หนาเกินกว่าน้ำยาสเปรย์จะล้างได้
- มีน้ำหยดจากด้านล่างเครื่องแม้หลังล้างแล้ว (ท่อน้ำทิ้งอุดตัน)
- แอร์ยังไม่เย็นหลังล้าง (อาจน้ำยาแอร์น้อยหรือคอมเพรสเซอร์มีปัญหา)
- ได้ยินเสียงดังผิดปกติ เช่น เสียงดังหรือเสียงฉี่
- กลิ่นเหม็นยังอยู่หลังล้าง (เชื้อราลึกในระบบ)
สัญญาณเหล่านี้หมายความว่าต้องล้างลึกถึงคอยล์ด้วยเครื่องมือมืออาชีพ — มอร์ช่างล้างแอร์ลึกเริ่มต้น 590 บาท พร้อมรับประกัน 30 วัน
ล้างถึงคอยล์เย็น ฆ่าเชื้อ กำจัดกลิ่น แอร์เย็นเร็วขึ้น ประหยัดไฟ
จองล้างแอร์เริ่มต้น 590 บาท →